ดันระบบขนส่งมวลชนรองแก้ปัญหารถติดกทม. ได้จริงหรือ???

ดันระบบขนส่งมวลชนรองแก้ปัญหารถติดกทม. ได้จริงหรือ???   ที่มาบทความ ฐานเศรษฐกิจ ขอขอบคุณ มา ณ ที่นี้ครับ ที่มาภาพ : https://radiotuneindia.com.au/making-cbd-shopping-shine-during-light-rail-construction/   ปัญหารถติดในกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ยิ่งรัฐบาลนายกฯพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โหมประโคมสร้างรถไฟฟ้าสารพัดสีทั่วกรุงเทพฯ กลายเป็นซ้ำเติมปัญหาให้หนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก แม้ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) จะพยายามหามาตรการต่างๆมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลสำเร็จเท่าที่ควร บางแนวทางยังส่งผลให้มีผลกระทบด้านการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครลุกลามมากขึ้น โดยเฉพาะเขตชั้นในของเมืองและย่านเศรษฐกิจสำคัญ ที่ปัจจุบันแม้จะมีระบบรถไฟฟ้าโครงข่ายหลักให้บริการเกือบๆ จะครอบคลุมทั้งพื้นที่อยู่แล้วก็ตาม   ที่มาภาพ : ฐานเศรษฐกิจ   *ขาดการบูรณาการ”   ปัญหาการออกแบบโครงข่ายการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับการวิพากษ์มาโดยตลอดว่า ผู้วางแผนไม่ได้นำเกณฑ์การออกแบบมาใช้อย่างครบถ้วน ที่เห็นได้ชัดได้แก่ การขาดการประสานรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือการประกอบกิจกรรมเศรษฐกิจ กับการออกแบบโครงข่ายรถไฟฟ้าอย่างบูรณาการ ทำให้ไม่สามารถกำหนดทิศทางการสัญจรของประชาชนและกำหนดขนาดมวลประชากรที่เดินทางในแต่ละช่วงเวลาได้   นอกจากนั้น ยังขาดการออกแบบเชื่อมประสานโครงข่ายขนส่งมวลชนรองจาก ขสมก.และการเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อในบริเวณจุดตัดของรถไฟฟ้า ทำให้ผู้เดินทางไม่มีความสะดวกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ   ที่มาภาพ : ฐานเศรษฐกิจ   ปัญหาอีกประการได้แก่ ขาดการออกแบบระบบขนส่งมวลชนรองหรือฟีดเดอร์ รองรับการเดินทางในพื้นที่ซับคอริดอร์หรือพื้นที่เศรษฐกิจในถนนรองในพื้นที่ชั้นใน ซึ่งจากการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย…

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินด้วยขนส่งมวลชนรอง

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินด้วยขนส่งมวลชนรอง ฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย (Thapana.asia@gmail.com)   ที่มาภาพ : https://www.slideshare.net/EMBARQNetwork/approach-to-integrated-land-use-transport-within-spatial-planning-processes   ในการออกแบบพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือการออกแบบพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า (Transit-Oriented Development-TOD) ที่ต้องการผลตอบแทนสูง อย่างเช่น พื้นที่ศูนย์เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือพื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูงของ EEC สมาคมการผังเมืองอเมริกัน (American Planning Association หรือ APA)  แนะนำให้วางแผนเชื่อมต่อระบบคมนาคมและขนส่งกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use and Transportation) ด้วยโครงข่ายการสัญจรสีเขียว (Green Transportation) เช่น พื้นที่ภายในศูนย์เศรษฐกิจ ควรวางแผนเชื่อมต่อที่ดินด้วยทางเดิน ทางจักรยาน และระบบขนส่งมวลชน ส่วนการเชื่อมต่อการเดินทางและการใช้ที่ดินระหว่างศูนย์เศรษฐกิจ APA กำหนดไว้ชัดเจนให้ออกแบบการเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งมวลชน หากปริมาณการเดินทางมีมากหรือที่ดินมีราคาสูง ก็ให้ออกแบบการเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งทางราง กรณีเนื้อเมืองมีขนาดใหญ่ การเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายขนส่งมวลชนหลักหรือโครงข่ายเส้นตรงอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่เมืองได้ทั้งหมด APA จึงเสนอให้ออกแบบโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างหน่วยบริการสำคัญ เช่น ย่านที่อยู่อาศัยกับสถานีรถไฟฟ้าหรือศูนย์พาณิชยกรรมหรือสถาบันการศึกษาด้วยระบบขนส่งมวลชนรอง โดยมีเป้าหมายในการออกแบบ 3 ข้อคือ ข้อแรก เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ที่ดินพื้นที่สองข้างทางระบบขนส่งมวลชนรอง ซึ่งหากเป็นพื้นที่สองข้างทางรถไฟฟ้า จะต้องอนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัยในระยะ…

อู่ตะเภาต้องการระบบขนส่งมวลชนรอง

อู่ตะเภาต้องการระบบขนส่งมวลชนรอง ฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย (thapana.asia@gmail.com)   เครดิตภาพ https://www.ptvgroup.com/en/solutions/topics/multimodal-transportation/ ที่มาบทความ กรุงเทพธุรกิจ คอลัมส์ EEC FOCUS   รัฐบาลประกาศลงทุนขยายท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาให้รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านในช่วง 20 ปีข้างหน้าเพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคตามแผนพัฒนาของ EEC โดยมุ่งยกระดับ EEC เป็นมหานครแห่งที่สองของไทยรองจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากเทียบกับขนาดเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มการขยายตัวในอนาคตพบว่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากรายได้ประชาชาติของจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรารวมกันมีขนาดเกือบร้อยละ 40 ของกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจหลายตัวได้แสดงอย่างชัดแจ้งว่า เศรษฐกิจของ eec อยู่ในลักษณะก้าวกระโดด สำหรับการคาดการณ์ความสามารถการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภานั้น จำนวนผู้โดยสารที่ประมาณการในอนาคตจะใกล้เคียงกับขนาดการรองรับของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องวางแผนเตรียมการพัฒนาด้านผังเมืองและด้านคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการขนส่งมวลชนรอง ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต Federal Transit Administration หรือ FTA ของสหรัฐอเมริกาได้ให้แนวทางในการวางแผนและการลงทุนขนส่งมวลชนรองเพื่อสร้างระบบการเชื่อมต่อภายในพื้นที่พร้อมกับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยรอบท่าอากาศยานขนาดใหญ่ที่รัฐกำหนดบทบาทเป็น aviation hub ที่เรียกว่า Airport-Oriented Development–AOD และยังให้วางแผนพัฒนาหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสนับสนุน AOD…

ระบบขนส่งมวลชนรองจะนำอีอีซีสู่เมืองเศรษฐกิจมาตรฐานโลก บทความโดย ฐาปนา บุณยประวิตร

ระบบขนส่งมวลชนรองจะนำอีอีซีสู่เมืองเศรษฐกิจมาตรฐานโลก ฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย thapana.asia@gmail.com     ที่มาภาพ : https://www.citymetric.com/transport/here-are-four-thoughts-birmingham-s-new-tram-plan-3299   รัฐบาลประกาศโครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติ ได้แก่ ดอนเมือง  สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โดยกำหนดให้ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางคมนาคมและขนส่งหลัก (Multimodal Transportation Center) ของอีอีซี การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart growth) กำหนดให้ศูนย์กลางคมนาคมและขนส่งที่มีท่าอากาศยานนานาชาติเป็นโหมดการเดินทางหลัก ทำหน้าที่ 3 ประการคือ ประการแรก การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางระยะไกลกับการเดินทางภายในประเทศ ประการที่สอง การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อรูปแบบการเดินทางประเภทต่างๆ ทั้งการเดินทางหลัก การเดินทางรอง และการเดินทางย่อยภายในพื้นที่ ประการที่สาม การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างกิจกรรมสนับสนุนการเดินทาง หากศูนย์กลางคมนาคมและขนส่งใดมีโครงข่ายการขนส่งทางรางที่เชื่อมต่อด้วยรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟฟ้าขนส่งขนาดใหญ่ระหว่างศูนย์เศรษฐกิจ (Commuter Rail)  Smart Growth จัดให้โครงข่ายการขนส่งทางรางนั้นเป็นโครงกระดูกหลักของพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมต่อรูปแบบการเดินทางทุกประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ มาตรฐานการออกแบบศูนย์กลางคมนาคมและขนส่งของนักผังเมืองคมนาคมขนส่ง (Transportation Planner) AICP และ Federal Transit Administration…